ผมว่าคงจะมีคนอัพเอนทรี่เกี่ยวกับเรื่องแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นไปเยอะแล้วล่ะ เพราะงั้นเรื่องสถานการณ์ขอข้ามไปก็แล้วกันครับ เอนทรี่นี้ขอแค่บรรยายความรู้สึกและบันทึกนิดหน่อยก็พอ
ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องจนถึงวันนี้ก็ปาเข้าไป 1 อาทิตย์แล้ว บอกตรงๆว่าช่วงห้าวันแรกเป็นช่วงเวลาที่ทรมาน และแทบจะประสาทกินของผมช่วงนึงเลยล่ะ อยากนอนก็นอนไม่ลงเพราะเจออาฟเตอร์ช็อกและแผ่นดินไหวครั้งใหม่ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงกลางคืนและกลางดึก วันแรกนี่ผมไม่ได้นอนเลยเพราะมันสั่นตลอดเวลา มีเสียงเตือนแผ่นดินไหวจากโทรศัพท์ตลอดเวลาจนหลอนไปหมด ภาวนาให้มันเช้าเร็วๆ เพราะอย่างน้อยก็ยังมองเห็นบ้าง พอเช้าแล้วรถไฟเริ่มวิ่ง ผมเก็บของออกไปบ้านเพื่อนทันที แล้วอยู่ที่นั่น 3-4 วันเลย สภาพไม่ได้อาบน้ำ เพราะไม่มีแก๊สใช้(โดนตัด) นอนก็ไม่เต็มอิ่ม กินก็ไม่เต็มอื่ม ซอมบี้มากๆ
หลอนจนไม่รู้แล้วว่าเป็นตัวเองคิดไปเองหรือมันสั่นกึกๆๆจริงๆ
หลังจากสี่ห้าวันนั่นผมก็กลับมาอยู่บ้านตัวเองตัวคนเดียวอีกครั้ง เริ่มชินกับการสั่น แต่ยังคงหลอนเสียงเตือนอยู่ดี วงจรชีวิตเริ่มปรับกลับมาเป็นแบบเดิม จนถึงวันนี้ 1 อาทิตย์ผ่านไป
ผมขอบคุณทวิตเตอร์มากๆ เพราะถ้าไม่มีมัน กว่าผมจะติดต่อที่บ้านได้คงต้องรอผ่านไปสองสามวัน เพราะระบบโทรศัพท์ล่มทั้งประเทศ เหลือแต่อินเตอร์เนตที่ยังต่อได้ ขอบคุณ 3G ที่ทำให้ผมเข้าทวิตเตอร์ได้และทวีตข้อความฝากงห้เพื่อนโทรหาแม่ ไม่งั้นแม่ผมคงเป็นลมไปหลายรอบกับข่าวไทยที่ออกยังกะหนังคนละม้วนกับข่าวญี่ปุ่น
ผมพยายามจะเจอเพื่อนที่สนิทมากของผมคนนึง บ้านเค้าอยู่ที่อิบารากิ จังหวัดที่อยู่ในเขตแผ่นดินไหวล่ะครับ แต่เราตกลงกันช้าไป ผมไปถึงระหว่างทางที่ต้องเปลี่ยนสายก็ไปต่อไม่ได้แล้วเพราะอยู่ดีๆวันนั้นคนก็เยอะมากจนผิดปกติ ผมไม่เคยต้องยืนต่อแถวรอขึ้นรถไฟจนเลยออกมานอกทางเข้าเลยครับ
แต่วันรุ่งขึ้นก็พยายามมาเจอกันอยู่ดี ในที่สุดก็เจอกันได้ ตอนเจอกันเค้าวิ่งมากอดผม บอกว่าไม่เป็นไรนะ จับตัวผมซะทั่วแล้วพูดว่า ตัวจริง จริงๆด้วย ท่าทางเค้าดีใจน้ำตาเล็ดมาก เค้าถามผมว่า ผมไม่ได้ร้องไห้อยู่คนเดียวนะ ผมบอกจะบ้าเรอะ วิ่งหนีระเบิดสงครามผมก็เคยมาแล้ว แค่นี้ผมไม่ร้องหรอก (ทำปากเก่งไปงั้นล่ะ จริงๆอยากจะร้องเหมือนกัน ฮา..)
เมื่อวานเค้าเลยพาผมไปกินมอนจะยากิ ที่สัญญาว่าจะไปกินกันก่อนที่จะปิดเทอมแต่ก็ไม่ได้ไปซะที (เดทเรอะ!) ครั้งแรกเลยนะที่ผมได้เห็นแล้วได้กิน ได้รู้จักกับมอนจะยากิ ว่ามันหน้าตาเป็นยังไง
จะว่ามันเป็นโอโคโนมิยากิก็ไม่ใช่นะ...มันเละๆ แฉะๆ ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน อร่อยดี แต่ไม่อิ่มครับ
ไหนๆก็มาเจอกันแถมไม่อิ่ม (เกี่ยวกันรึ?) คุณเธอเลยชวนผมไปร้านพาเฟต์ต่อ ร้านนี้ผมก็ไม่เคยเข้าเหมือนกันแหละ Milky Way ที่อิเคะบุคุโระ
มันหวานมากกกก ถึงผมจะโอเคกับของหวาน แต่อันนี้กินแล้วเลี่ยนจริง...ไม่ไหวนะ
ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองสาม ชม. แล้วไปยืนคุยกันต่อที่สถานีอิเคะบุคุโระ จริงๆแล้วเวลาปกติที่ไม่ได้เจอกันเป็นเดือนๆนี่ผมก็เฉยๆ นะ ไม่ได้อะไรมากมาย แต่นี่แค่สองอาทิตย์ รู้สึกมันนานหลายเดือนเลย เพราะช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเจออะไรเยอะมาก และผมว่าเป็นช่วงเวลาที่ลำบากสำหรับเค้า เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าบ้านเค้าอยู่ที่อิบารากิครับ ช่วงแรกที่ติดต่อครอบครัวไม่ได้นี่คิดไม่ออกเลยว่าเค้าจะทรมานขนาดไหน พอมาเจอผม(มนุษย์ตัวเป็นๆ)ถึงได้ดีใจซะขนาดนั้น
本当に会えてよかった
อีกเรื่องคือ คงเห็นกันแล้วว่าผมไปนั่งกินมอนจะยากิและพาเฟ่ต์ได้อย่างสบายใจ ซึ่งคงรู้แล้วว่าสถานการณ์ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจสื่อต่างชาติครับว่าทำไมเสนอข่าวกันรุนแรงขนาดนั้น ตอนนี้อารมณ์เหมือนกับว่าญี่ปุ่นกำลังถูกดิสเครดิตอยู่ ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะอะไร
ผมไม่ได้เข้าข้างประเทศนี้ แต่ลองคิดดูนะครับว่า คนญีปุ่นหลายล้านคนมีโทรศัพท์ที่เรียกได้ว่าไฮเทคอยู่ในมือ เรื่องมีเดียเค้าเร็วมาก ถ้า รบ.ปกปิดอะไรจริง ผมว่ายังไงก็ต้องมีหลุดครับ ขนาดคลิปตอนที่มีเรื่องกับจีนยังหลุดไปใน youtube ได้ ญี่ปุ่นก็ใช่ว่าจะมีคนที่คิดเห็นแบบเดียวกับ รบ. ไปซะหมด มือถือถ่ายภาพอัพโหลดลงเว็บได้ตลอดเวลา บอกตรงๆ ว่าผมไม่คิดหรอกครับว่า รบ. ประเทศนี้จะมีปัญญาปกปิดเรื่องร้ายแรงจากหูตาประชาชนได้
ที่ว่ามาก็เพราะอยากจะบอกว่าให้ลองเสพสื่อแล้วเปรียบเทียบเยอะๆครับ แล้วลองคิดค้านหาความเป็นไปได้ดู แล้วคุณจะรู้ว่าสื่อบางอย่างหลอกลวงคุณอยู่ตลอดเวลา